โรคที่มากับเบาหวาน

โรคที่มากับเบาหวาน Disease from diabetes

ผู้เป็นเบาหวานมานานหลายปีมักพบโรคแทรกซ้อนเรื้อรัง เช่น ปัญหาด้านสายตา ไตวาย โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต มือเท้าชา แผลเน่า โดยเฉพาะบริเวณเท้า ความรุนแรงของโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน และระดับน้ำตาลในเลือด ยิ่งควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงระดับปกติมากก็จะช่วยชะลอและลดความรุนแรงของโรคแทรกซ้อนเรื้อรังได้มากเท่านั้น ที่สำคัญคือโรคแทรกซ้อนเรื้อรังนี้อาจกลับคืนสู่สภาพปกติได้ ถ้าผู้เป็นเบาหวานได้รับการตรวจพบความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเกิดขึ้น และได้รับการรักษาแต่เริ่มแรก

บริซซี่ Breezy เบาหวาน

โรคหลอดเลือดสมอง ตีบ ตัน เป็นโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากหลอดเลือดที่มาเลี้ยงบริเวณสมองตีบ ตัน ทำให้เกิดการพิการ หรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โอกาสเกิดหลอดเลือดสมองตีบ ตัน จะสูงมากขึ้น ในผู้เป็นเบาหวานที่มีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ทำให้อวัยวะที่สมองส่วนนั้นควบคุมอยู่อ่อนแรงลงไป เกิดอัมพฤกษ์ หรืออัมพาต ซึ่งเมื่อได้รับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด ผ่านพ้นภาวะอันตรายแล้ว การทำกายภาพบำบัด จะช่วยฟื้นฟูสภาพการทำงานของขาที่อ่อนแรงนั้นได้ดียิ่งขึ้น

ปลายประสาทเสื่อม จากเบาหวาน ลักษณะของโรคนี้ไม่ทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ทำให้รู้สึกรำคาญ และทุกข์ทรมาน เกิดจากเส้นเลือดฝอยที่มาเลี้ยงเส้นประสาทถูกทำลาย ไม่สามารถส่งออกซิเจนมาตามกระแสเลือดเพื่อไปเลี้ยงเส้นประสาทได้ รวมถึงการมีน้ำตาลสะสมรวมตัวกันอยู่บริเวณเส้นประสาทเองด้วย จึงทำให้การทำงานของเส้นประสาทเสื่อมลง ความรู้สึกในการรับรู้ต่างๆ ลดลง โดยเฉพาะบริเวณปลายมือ ปลายเท้า จะเกิดอาการชา เมื่อกระทบถูกความร้อน หรือเจ็บปวดจะไม่ค่อยรู้สึก จึงเป็นอันตรายกับผู้เป็นเบาหวาน เพราะอาจทำให้เกิดแผลได้ง่ายโดยไม่รู้สึกตัว เมื่อเป็นมากอาจทำให้กล้ามเนื้อลีบ เล็กลง ทำกิจวัตรประจำวันได้น้อยลง นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อเส้นประสาทที่มาเลี้ยงบริเวณระบบทางเดินอาหารด้วย จึงทำให้เกิดอาการท้องผูกโดยไม่ทราบสาเหตุ สำหรับผู้ชายที่เป็นเบาหวานมานานมักพบปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศร่วมด้วย การรักษาอาการปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวาน การควบคุมน้ำตาลในเลือด และน้ำตาลสะสม จะช่วยลดความรุนแรงได้

โรคตาพร่ามัว จอประสาทตาเสื่อม และต้อกระจก จากเบาหวาน เมื่อระดับน้ำตาลในร่างกายมีมากขึ้น ร่างกายจะขับน้ำตาลออกมาตามส่วนต่างๆ รวมถึงบริเวณเลนส์ตา ส่งผลให้อาจจะเกิดโรคเกี่ยวกับดวงตาหลายชนิด เช่น ต้อกระจก ต้อหิน ประสาทตาเสื่อม และอาจส่งผลให้จอรับภาพเกิดการฉีกขาดหรือแตก ทำให้มีโอกาสตาบอดได้ ดังนั้น ถ้าผู้เป็นเบาหวานเริ่มมีอาการปวดตา เห็นภาพซ้อน ตาพร่ามัว มองเห็นแสงไฟ หรือใยแมงมุมอยู่ในอากาศ ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ แต่ถ้าเป็นไปได้เมื่อทราบแล้วว่ากำลังเป็นเบาหวาน ต้องรับการตรวจดวงตาเป็นประจำทุกปี เพื่อช่วยป้องกันดวงตาจากอาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน

บริซซี่ Breezy เบาหวาน

ปลายประสาทเสื่อม จากเบาหวาน ลักษณะของโรคนี้ไม่ทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ทำให้รู้สึกรำคาญ และทุกข์ทรมาน เกิดจากเส้นเลือดฝอยที่มาเลี้ยงเส้นประสาทถูกทำลาย ไม่สามารถส่งออกซิเจนมาตามกระแสเลือดเพื่อไปเลี้ยงเส้นประสาทได้ รวมถึงการมีน้ำตาลสะสมรวมตัวกันอยู่บริเวณเส้นประสาทเองด้วย จึงทำให้การทำงานของเส้นประสาทเสื่อมลง ความรู้สึกในการรับรู้ต่างๆ ลดลง โดยเฉพาะบริเวณปลายมือ ปลายเท้า จะเกิดอาการชา เมื่อกระทบถูกความร้อน หรือเจ็บปวดจะไม่ค่อยรู้สึก จึงเป็นอันตรายกับผู้เป็นเบาหวาน เพราะอาจทำให้เกิดแผลได้ง่ายโดยไม่รู้สึกตัว เมื่อเป็นมากอาจทำให้กล้ามเนื้อลีบ เล็กลง ทำกิจวัตรประจำวันได้น้อยลง นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อเส้นประสาทที่มาเลี้ยงบริเวณระบบทางเดินอาหารด้วย จึงทำให้เกิดอาการท้องผูกโดยไม่ทราบสาเหตุ สำหรับผู้ชายที่เป็นเบาหวานมานานมักพบปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศร่วมด้วย การรักษาอาการปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวาน การควบคุมน้ำตาลในเลือด และน้ำตาลสะสม จะช่วยลดความรุนแรงได้

ขอบคุณข้อมูลจาก Paolohospital

https://www.paolohospital.com/th-TH/phahol/Article/Details/

โรคเบาหวานในเด็กและวัยรุ่น

โรคเบาหวานในเด็ก และวัยรุ่น

คนส่วนหนึ่งคิดว่าโรคเบาหวานพบเฉพาะในผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ แต่ในความเป็นจริงเด็กและวัยรุ่นก็เป็นโรคเบาหวานได้เช่นกัน ซึ่งมีความแตกต่างกันในรายละเอียดอยู่บ้าง

เบาหวานเป็นโรคที่ร่างกายมีภาวะน้ำตาลสูงในเลือดมีสาเหตุจากการที่ร่างกายมีการหลั่งอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีความสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่เพียงพอหรืออินซูลินทำงานได้ไม่ดีที่เรียกว่า ภาวะดื้ออินซูลิน

โรคเบาหวานในเด็กและวัยรุ่น

ชนิดของโรคเบาหวานในเด็กและวัยรุ่น
มี 2 ชนิดหลัก คือ เบาหวานชนิดที่ 1 (type 1 diabetes) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดสำหรับเบาหวานในเด็กและวัยรุ่น เกิดจากการที่เซลล์ตับอ่อนที่เรียกว่า “บีต้าเซลล์” ถูกทำลาย เป็นผลจากกระบวนการทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ต้องได้รับการรักษาด้วยการฉีดอินซูลินเท่านั้น และมักเริ่มเป็นโรคเมื่ออายุยังน้อย และเบาหวานชนิดที่ 2 (type 2 diabetes) ซึ่งปัจจุบันพบได้มากขึ้นในเด็กและวัยรุ่น เนื่องจากมักพบร่วมกับโรคอ้วนหรือภาวะโภชนาการเกิน เพราะในปัจจุบันมีเด็กที่อ้วนหรือมีภาวะโภชนาการเกินมากขึ้น

เบาหวานชนิดที่ 2 นี้ ต้องรักษาด้วยการรับประทานยาและบางรายต้องใช้การฉีดอินซูลินร่วมกับการปรับวิถีการดำเนินชีวิตเพื่อลดน้ำหนักและควบคุมน้ำหนักให้เป็นปกติ นอกจากนี้ ยังมีเบาหวานชนิดอื่น ๆ เช่น เบาหวานที่เกิดจากการได้รับยารักษาโรคต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดน้ำตาลสูงในเลือด อาทิ ยาเคมีบำบัดที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งบางชนิด เป็นต้น

อินซูลิน

น้ำตาล
เป็นสารอาหารที่เราทานมาตั้งแต่เด็กแต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเรามีตับอ่อนเป็นตัว ผลิตอินซูลิน
อินซูลินจะเป็นตัวเอา น้ำตาลออกไปเป็นพลังงานพอเราอายุมากตับอ่อนก็เสื่อมไปตามอายุขัยหรือเสื่อมเพราะสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายทางอาหาร น้ำและอากาศหรือลมหายใจ
เมื่อตับอ่อนเสื่อมก็ไม่สามารถผลิตอินซูลินให้เพียงพอที่จะเอาน้ำตาลออกหมดได้จึงเกิดน้ำตาลตกค้างในกระแสเลือดจึงทำให้เลือดข้นหนืดเมื่อเลือดข้นหนืดก็ไม่สามารถเดินทางไปหล่อเลี้ยงเส้นประสาทส่วนปลายและเส้นเลือดฝอยทีมีขนาดเล็กได้จึงทำให้เกิดอาการชามือชาเท้าและอวัยวะเพศ
ประสาทการรับรู้ก็ลดลง
เมื่อเวลาเป็นแผลเลือดก็ไม่สามารถออกมารักษาได้แผลก็หายยากน้ำตาลที่ผสมอยู่กับเลือดก็จะออกมาด้วยทำให้เกิดความชื้นแผลก็หายยากทำให้แผลลุกลามมากขึ้นจนต้องตัด
อินซูลิน คืออะไร
“ อินซูลิน ” นั้นพูดให้เข้าใจกันง่ายๆ ก็คือ ฮอร์โมนชนิดนึงที่อยู่ในร่างกายของคนเรา ซึ่งมันจะทำหน้าที่เผาผลาญน้ำตาลที่เราได้จากการกินอาหาร ซึ่งถ้าร่างกายเราหลั่งอินซูลินออกมาน้อยเกินไป ก็จะทำให้น้ำตาลในร่างกายเยอะมาก (เพราะไม่มีตัวเผาผลาญ) เกิดเป็นการสะสมขึ้นจนตกค้างในกระแสเลือด และกลายเป็นไขมันจนทำให้เราอ้วนขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเกิดเป็นโรคอ้วน ก็จะนำพาโรคร้ายต่างๆ ที่น่ากลัวให้เข้ามา
และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราอยู่ในภาวะอินซูลินบกพร่องเป็นเวลานานๆ ก็จะทำให้เกิดโรคเบาหวานตามมานั่นเองครับ อาจจะต้องตัดอวัยวะบางส่วนทิ้ง หรือสูญเสียการมองเห็นเลยทีเดียว

โรคหลอดเลือดตีบ

โรคหลอดเลือดตีบ ในผู้เป็นเบาหวาน

คนที่เป็นเบาหวาน เพราะเหตุใดจึงเป็นโรคของหลอดเลือดตีบ และทำไมบางคนเป็นโรคหลอดเลือดตีบที่หัวใจ บางคนเป็นโรคหลอดเลือดตีบที่สมอง หรือ บางคนมีปัญหาหลอดเลือดตีบที่ขา วันนี้มีเฉลยค่ะ

ผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติเป็นระยะเวลานาน เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงตีบแข็ง (atherosclerosis) โดยเกิดได้ทุกๆหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย เนื่องจากน้ำตาลที่สูงในเลือดทำให้เกิดความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญพลังงานในระดับเซลล์ เกิดการสร้างสารเคมีและสารที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ (reactive oxygen species, inflammatory cytokines, advance glycation products) ส่งผลให้หลอดเลือดแดงเสียความยืดหยุ่น เปราะและฉีกขาดง่าย เกิดการเปลี่ยนแปลงการเเข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดจับตัวกันง่ายขึ้น นอกจากนี้ น้ำตาลที่มีปริมาณมากยังทำให้เกิดการจับตัวเป็นก้อน (plaque) เกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแดงตีบแคบลง เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้น้อยลง

เบต้าเซลล์ คือ เซลล์ที่มีมากในร่างกาย ถ้าในสภาวะที่ค่าน้ำสูง เบต้าเซลล์จะทำงาน กระตุ้นให้ตับอ่อนผลิตอินซูลิน

ในสภาวะที่ค่าน้ำตาลต่ำ อัลฟ่าเซลล์ทำงาน เปลี่ยนไกลโคเจนในตับออกมาเป็นน้ำตาล แล้วผลักเข้าเซลล์ เปลี่ยนออกมาเป็นพลังงานค่ะ ถ้าทานอาหารอะไรก็แล้วแต่ เช่นบุหรี่ สุราของหมักดอง จะทำให้เซลล์ทำงานผิดปกติ หรือเซลล์ตับอ่อนอักเสบ ทำงานผิดปกติ หรือการรับประทานอาหารหวาน เกินไปต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ beta cell ทำงานหนัก ระหว่างที่ beta cell กระตุ้นให้มีการหลั่งอินซูลินก็จะเกิดโปรตีนก่ออักเสบขึ้นมาด้วย ที่เรียกว่า อินเตอร์ริวคีนวัน ILT1 ตัวโปรตีนนี้ จะทำให้เบต้าเซลล์อักเสบ และ ตายไป การหลั่งอินซูลินน้อยลง ทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงซึ่งก็คือ สาเหตุของโรคเบาหวานนั่นเองค่ะ

บรีซซี่ ช่วยลดการอักเสบของเซลล์ และ กำจัด ILT1 ทำให้การอักเสบลดลง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุค่ะ

สิ่งที่คุณอาจสนใจ

เบาหวานขึ้นตา


เบาหวานขึ้นตา (DiabeticRetinopathy) เป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน ที่มี ระดับน้ำตาลในเลือดสูง เป็นเวลานาน ทำให้เส้นเลือดที่เรตินาหรือจอตาได้รับความเสียหายจากน้ำตาลอุดตันและเลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ตามปกติ แต่หากมีอาการรุนแรง แล้วปล่อยไว้ไม่เข้ารับการรักษาอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ในที่สุด
บางรายมองเห็นจุดหรือเส้นสีดำคล้ายหยากไย่ลอยไปมา ตามัว วิสัยทัศน์การมองเห็นแย่ลง สายตาไม่คงที่
เบาหวานขึ้นตามีสาเหตุมาจากระดับน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นเวลานาน ส่งผลให้เส้นเลือดฝอยที่ไปหล่อเลี้ยงจอตาอุดตัน ทำให้เลือดหรือสารน้ำอื่น ๆ รั่วไหลเข้าเรตินา ส่งผลให้เส้นเลือดโป่งขึ้น อาจทำให้เลือดหรือของเหลวรั่วออกมาในจอตา เกิดการอุดตันจนเลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ตามปกติ ทำให้มีเลือดรั่วซึมออกมาที่บริเวณวุ้นตา และอาจทำให้เกิดแผลเป็นซึ่งเป็นสาเหตุให้จอตาลอกออกจากด้านหลังของดวงตา หรือถ้าหากเส้นเลือดใหม่ที่เกิดขึ้นไปแทรกแซงการระบายน้ำออกจากลูกตา ส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้น เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ส่งภาพจากดวงตาไปยังสมอง และเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต้อหินได้

การส่งสัญญาณเตือนของโรคบางชนิด
โดยเฉพาะโรคเบาหวาน การที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะส่งผลให้น้ำหนักดิ่งลงอย่างรวดเร็วประมาณ 5-10กิโลกรัม ภายในเวลา 2-3 เดือน
เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ผลดีกับร่างกายเลยค่ะ
ส่วนสาเหตุของการที่น้ำหนักลดอย่างรวดเร็วนั้นก็เนื่องมาจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้ ทำให้ร่างกายเหมือนอยู่ใน
สภาวะขาดอาหารและเริ่มดึงโปรตีนจากกล้ามเนื้อ มาใช้เป็นพลังงานแทน นอกจากนี้การที่ไตทำงานอย่างหนักยัง
ส่งผลให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีมาก
เกินไป แถมยังอันตรายต่อไตอีกด้วย

สิ่งที่คุณอาจสนใจ

น้ำตาลในเลือดสูง

บริซซี่ Breezy เบาหวาน

สาเหตุของ ระดับน้ำตาลในเลือดสูง มักเกิดจากพฤติกรรมของเราเอง ดังต่อไปนี้

1) ทานอาหารมากเกินไป

2) ลืมทานยาเบาหวาน หรือทานยาเบาหวานน้อยเกินไป

3) ขาดการออกกำลังกาย

4) ความเครียด

บริซซี่ Breezy เบาหวาน

สัญญาณบอก โรคเบาหวาน ว่ากำลังมีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงมีหลายอย่าง เช่น

รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย

หิว อยากอาหารเพิ่มขึ้น

กระหายน้ำบ่อย

ปัสสาวะบ่อย

สายตาพร่ามัว

ปวดมวนท้อง

เป็นแผลเรื้อรังหายช้า

เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว

ปวดศีรษะ

หายใจรุนแรง

มือชา เท้าชา

แนะนำการทานอาหารเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ได้แก่

1) หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น ขนมหวาน ขนมไทย แกงกะทิ

2) หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เช่น อาหารทอด อาหารมันจัด

3) เน้นทานผักและผลไม้มากกว่าเนื้อสัตว์ และไม่ทานผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง เช่น ทุเรียน

4) นอกจากนี้ความเครียดยังส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้ เช่นกัน

บริซซี่ Breezy เบาหวาน

สิ่งที่อาจสนใจ

อินซูลิน

อินซูลิน คืออะไร
“ อินซูลิน ” นั้นพูดให้เข้าใจกันง่ายๆ ก็คือ ฮอร์โมนชนิดนึงที่อยู่ในร่างกายของคนเรา ซึ่งมันจะทำหน้าที่เผาผลาญน้ำตาลที่เราได้จากการกินอาหาร ซึ่งถ้าร่างกายเราหลั่งอินซูลินออกมาน้อยเกินไป ก็จะทำให้น้ำตาลในร่างกายเยอะมาก (เพราะไม่มีตัวเผาผลาญ) เกิดเป็นการสะสมขึ้นจนตกค้างในกระแสเลือด และกลายเป็นไขมันจนทำให้เราอ้วนขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเกิดเป็นโรคอ้วน ก็จะนำพาโรคร้ายต่างๆ ที่น่ากลัวให้เข้ามา

และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราอยู่ในภาวะอินซูลินบกพร่องเป็นเวลานานๆ ก็จะทำให้เกิดโรคเบาหวานตามมานั่นเองครับ อาจจะต้องตัดอวัยวะบางส่วนทิ้ง หรือสูญเสียการมองเห็นเลยทีเดียว
บรีซซี่ลดน้ำตาลสะสม Hba1c ลงได้ ซึ่งแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ทั่วไปที่แก้ไข ที่ปลายเหตุ ถ้าไม่ทานผลิตภัณฑ์เหล่านั้น น้ำตาลก็สูงขึ้นมาอีกค่ะ

                         แต่บรีซซี่ช่วยแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ คือ ตับอ่อน ให้กลับมาผลิตอินซูลินได้เอง

สิ่งที่คุณอาจสนใจ


breezy เบาหวาน


breezy เบาหวาน


breezy เบาหวาน

รู้จักโรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน คือ โรคที่เซลล์ร่างกายมีความผิดปกติในขบวนการเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงาน โดยขบวนการนี้เกี่ยวข้องกับอินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อนเพื่อใช้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อน้ำตาลไม่ได้ถูกใช้จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นกว่าระดับปกติ

โรคเบาหวานแบ่งเป็น 4 ชนิด ตามสาเหตุของการเกิดโรค  
1.   โรคเบาหวานชนิดที่ 1 (type 1 diabetes mellitus, T1DM) เกิดจากเซลล์ตับอ่อนถูกทำลายจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ขาดอินซูลิน มักพบในเด็ก
2.   โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (type 2 diabetes mellitus, T1DM) เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ร้อยละ 95 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน มักพบในผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนร่วมด้วย  
3.   โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (gestational diabetes mellitus, GDM) เป็นโรคเบาหวานที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ มักเกิดเมื่อไตรมาส 2-3 ของการตั้งครรภ์
4.   โรคเบาหวานที่มีสาเหตุจำเพาะ (specific types of diabetes due to other causes) มีได้หลายสาเหตุ เช่น โรคทางพันธุกรรม โรคของตับอ่อน โรคทางต่อมไร้ท่อ ยาบางชนิด เป็นต้น

การวินิจฉัยเบาหวาน ทำได้โดยวิธีใดวิธีหนึ่งใน 4 วิธี ดังต่อไปนี้
1.   มีอาการโรคเบาหวานชัดเจน ได้แก่ หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อยและปริมาณมาก น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่มีสาเหตุ ร่วมกับตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเวลาใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร ถ้ามีค่า ≥200 มก./ดล.
2.   ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (อย่างน้อย 8 ชั่วโมง) ≥ 126 มก./ดล. 
3.   การตรวจความทนต่อกลูโคส โดยให้รับประทานกลูโคส 75 กรัม แล้วตรวจระดับน้ำตาลในเลือดที่ 2 ชั่วโมง ถ้ามีค่า ≥ 200 มก./ดล.
4.   การตรวจระดับน้ำตาลสะสม (A1C) ≥ 6.5% โดยวิธีการตรวจและห้องปฏิบัติการต้องได้รับการรับรองตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งยังมีน้อยในประเทศไทย ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้
ตามแนวทางเวชปฏิบัติของสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2560 กล่าวว่าการวินิจฉัยโรคเบาหวานตามข้อที่ 2-4 ต้องมีการตรวจยืนยันอีกครั้งโดยใช้ตัวอย่างเลือดอันใหม่ ด้วยวิธีเดียวกันหรือต่างกันในวันถัดไป อย่างไรก็ตามแนวทางเวชปฏิบัติของสมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2562 ได้มีการเปลี่ยนแปลงว่า สามารถตรวจยืนยันอีกครั้งโดยใช้ตัวอย่างเลือดอันเดิมหรืออันใหม่ก็ได้ เพื่อให้การวินิจฉัยโรคเบาหวาน

         เมื่อได้รับการวินิจฉัยโรคเบาหวานควรได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนระยะยาวจากเบาหวาน ทำได้โดยการควบคุมระดับน้ำตาล ในปัจจุบันระดับน้ำตาลที่เป็นเป้าหมายจะมีค่าที่เหมาะในผู้ป่วยแต่ละราย โดยขึ้นกับอายุ ระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน การมีโรคแทรกซ้อน ความเจ็บป่วยและโรคร่วม รวมถึงประวัติการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำ ถ้าเป็นเบาหวานมาไม่นาน ไม่มีภาวะแทรกซ้อนหรือโรคร่วม ควรควบคุมระดับน้ำตาลให้ใกล้เคียงค่าปกติ หรือระดับ A1C < 6.5% (ถ้าเป็นไปได้) หรือ < 7% ในขณะผู้ที่เป็นเบาหวานมานานและมีภาวะแทรกซ้อน หรือโรคร่วมหลายโรคที่รุนแรง เป้าหมายของระดับ A1C ประมาณ 7-8% ส่วนในผู้ที่อายุมากกว่า 65 ปี ถ้าไม่มีโรคร่วม ควรควบคุมให้เป้าหมายของ A1C < 7% ถ้ามีโรคร่วมแต่ยังช่วยเหลือตัวเองได้ เป้าหมายของ A1C ควรอยู่ที่ 7-7.5% ถ้าเป็นผู้สูงอายุที่มีเปราะบาง อาจให้เป้าหมาย A1C สูงได้ถึง 8.5% ดังนั้นการตั้งเป้าหมาย A1C

 บทความจาก ผศ.พญ. พิมพ์ใจ อันทานนท์ สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย